2007/Aug/23

เซต

ทฤษฎีเซต เป็นแนวทฤษฎีหนึ่งในทางคณิตศาสตร์ คิดค้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เกออร์ก คันทอร์ (Georg Cantor) เป็นผู้ริเริ่มคำว่า "เซต" ต่อจากนั้นนักคณิตศาสตร์จึงใช้คำนี้กันอย่างแพร่หลาย ความรู้ในเรื่องเซตสามารถนำมาเชื่อมโยงเนื้อหาในคณิตศาสตร์หลายๆเรื่อง

ความหมายของเซต

เซต คือ กลุ่มของสิ่งต่างๆซึ่งมีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าสิ่งใดอยู่ในเซตและสิ่งใดไม่ได้อยู่ในเซต สิ่งที่อยู่ในเซตเรียกว่าสมาชิกของเซต โดยทั่วไปจะแทนเซตด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น
A,B,C และแทนสมาชิกของเซตซึ่งยังไม่เจาะจงว่าคือตัวอะไรด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก เช่น a,b,c

การเขียนเซต

นอกจากจะเขียนวงกลมหรือวงรีล้อมรอบสมาชิกทั้งหมดของเซตแล้ว เรายังมีวิธีเขียนเซตได้อีก 2 วิธี ดังนี้

1) วิธีแจกแจงสมาชิก (Tubular form) มีหลักการเขียน ดังนี้
1. เขียนสมาชิกทั้งหมดในวงเล็บปีกกา
2. สมาชิกแต่ละตัวคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,)
3. สมาชิกที่ซ้ำกันให้เขียนเพียงตัวเดียว
4. ในกรณีที่จำนวนสมาชิกมาก ๆ ให้เขียนสมาชิกอย่างน้อย 3 ตัวแรก แล้วใช้จุด 3 จุด (Tripple dot) แล้วจึงเขียนสมาชิกตัวสุดท้าย

2) วิธีบอกเงื่อนไขของสมาชิก (Set builder form) หลักการเขียนมีดังนี้
1. เขียนเซตด้วยวงเล็บปีกกา
2. กำหนดตัวแปรแทนสมาชิกทั้งหมดตามด้วยเครื่องหมาย | (| อ่านว่า "โดยที")่ แล้วตามด้วยเงื่อนไขของตัวแปรนั้น ดังรูปแบบ {x | เงื่อนไขของ x}

ความสัมพันธ์ของเซต

1. เซตที่เท่ากัน (Equal Set) คือ เซตสองเซตจะเท่ากันก็ต่อเมื่อเซตทั้งสองมีสมาชิกเหมือนกัน
สัญลักษณ์ เซต A เท่ากับ เซต B แทนด้วย A = B
2. เซตที่เทียบเท่ากัน (Equivalentl Sets คือ เซตที่มีจำนวนสมาชิกเท่ากัน และสมาชิกของเซตจับคู่กันได้พอดีแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

ลักษณะของเซต

เซตว่าง (Empty Ser) คือ เซตที่ไม่มีสมาชิกเลย เขียนแทนด้วย { }
เซตอนันต์
(Infinite Set) คือ เซตที่มีจำนวนสมาชิกเท่ากับจำนวนเต็มบวก
เซตจำกัด
(Finite Set) คือ เซตที่ไม่ใช่เซตจำกัด ไม่สามารถบอกจำนวน

เอกภพสัมพัทธ์ คือ เซตที่ถูกกำหนดขึ้นโดยมีข้อตกลงว่า จะกล่าวถึงสิ่งที่เป็นสมาชิกของเซตนี้เท่านั้น จะไม่กล่าวถึงสิ่งอื่นใดที่ไม่เป็นสมาชิกของเซตนี้

สับเซต ว่าA เป็นสับเซตของ B หมายความสมาชิกทุกตัวของ A เป็นสมาชิกของ B

1. เซตทุกเซตเป็นสับเซตของตัวมันเอง
2. เซตว่าง เป็นสับเซตของทุก ๆ เซต
3. ถ้า A เป็นสับเซตของเซตว่างแล้ว A = เซตว่าง
4. ถ้า A เป็นสับเซตของB และ B เป็นสับเซตของC แล้ว A เป็นสับเซตของC
5. A = B ก็ต่อเมื่อ A เป็นสับเซตของB และ B เป็นสับเซตของA

เพาเวอร์เซต ของ A คือเซตที่ประกอบด้วยสับเซตทั้งหมดของ A เขียนแทนโดย P(A)

2007/Aug/23

โครงสร้างเซลล์

1. เซลล์ (Cell) หมายถึง หน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต มีรูปร่างลักษณะและขนาดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งมีชีวิตและหน้าที่ของเซลล์เหล่านั้นเซลล์ที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ ไมโครพลาสมา (Mycoplasma) หรือ PPLO (Pleuropneumonia - like organism) มีขนาดประมาณ 0.1 - 0.25 mเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เซลล์ไข่นกกระจอกเทศ

2. เซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปมีโครงสร้างหลักคล้ายกัน แต่อาจมีลักษณะบางประการแตกต่างอย่างเด่นชัด นักชีววิทยาจึงจำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างเซลล์ คือ
โพรแคริโอต (Prokaryote) ได้แก่ พวกแบคทีเรีย ไมโครพลาสมา และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
ยูแคริโอต (Eukaryote) ได้แก่ พวกโพรทิสต์ พืช และสัตว์
3. โครงสร้างของเซลล์ยูแคริโอต โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส มีลักษณะสำคัญดังนี้
ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย

1) ผนังเซลล์ (Cell wall) พบในเซลล์พืช รา ยีสต์ ไม่พบในเซลล์สัตว์ สร้างความแข็งแรง ทำให้เซลล์คงรูปร่างอยู่ได้ ยอมให้โมเลกุลของสารเกือบทุกชนิดผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ ประกอบด้วยเซลลูโลสเรียงกันเป็นมัด ๆ เรียกว่า ไมโครไฟบริล (Microfibril) โดยมีสารเพกทิน (Pectin) เป็นตัวเชื่อม

2) เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) พบในเซลล์สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ควบคุมการผ่านเข้าออกของสารเพราะมีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (Semipermeable membrane)ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนอยู่รวมกันเป็น Fluid mosaic model กล่าวคือ โมเลกุลของฟอสโฟลิพิดเรียงกันเป็น 2 ชั้น หันด้านมีขั้วซึ่งชอบรวมตัวกับน้ำ (Hydrophilic)ออกด้านนอก และหันด้านไม่มีขั้นซึ่งไม่ชอบรวมกับน้ำ (Hydrophobic) เข้าข้างใน และมีการเคลื่อนที่ไหลไปมาได้ ส่วนโปรตีนมีลักษณะเป็นก้อน (Globular) ฝังหรือลอยอยู่ในชั้นไขมัน และอาจพบคาร์โบไฮเดรตเกาะที่ผิวโปรตีนด้วยก็ได้

ไซโทพลาสซึม (Cytoplasm) เป็นของเหลวภายในเซลล์ที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียสประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุต่าง ๆ ไซโทพลาซึมมี ออร์แกแนลล์ (Organelle) หลายชนิด ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน
1. ไรโบโซม (Ribosome)
- มีลักษณะเป็นทรงกลมขนาดเล็กประมาณ 20 nm ประกอบด้วย rRNA และโปรตีน
- เซลล์ยูแคริโอตมีไรโบโซม ชนิด 80 S ประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย คือ 40 S และ 60 S ส่วนเซลล์โพรแคริโอต มีไรโบโซมชนิด 70 S ประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย คือ 30 S และ 50 S
- พบทั่วไปในไซโทพลาสซึม ไมโทคอนเดรีย คลอโรพลาสต์ หรือเกาะอยู่บนร่างแหเอนโดพลาสซึม
- มีหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนสำหรับใช้ภายในเซลล์และส่งออกไปใช้นอกเซลล์

2. เซนทริโอล (Centriole)
- เป็นท่อกลวง ประกอบด้วยไมโครทิวบูล 9 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ท่อ เรียงกันเป็นวงกลม เรียกว่า 9 + 0 (ตรงกลางไม่มีไมโครทิวบูล)
- มีหน้าที่สร้างเส้นใยสปินเดิล (Spindle fiber) ดึงโครโมโซมในขณะที่มีการแบ่งเซลล์
- ควบคุมการเคลื่อนที่ของซิเลีย (Cilia) และ แฟลเจลลัม (Flagellum) ซึ่งมีไมโครทิวบูล 9 กลุ่ม กลุ่มละ 2 ท่อ เรียงเป็นวงกลม และตรงกลางมีไมโครทิวบูลอีก 2 ท่อ จึงเรียกว่า 9 + 2
3.ไมโครทิวบูล (Microtubule)
- ประกอบด้วยโปรตีนพวกทิวบูลินเรียงต่อกันเป็นวงเห็นเป็นท่อ
- มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเซลล์ (เพราะเป็นส่วนประกอบของซิเลียและแฟลเจลลัม) การดึงโครโมโซมขณะมีการแบ่งเซลล์และการเคลื่อนไหวของไซโทพลาสซึม ซึ่งเรียกว่า ไซโคลซิส (Cyclosis)
ไมโครฟิลาเมนต์
- ประกอบด้วยโปรตีนพวกแอกทินและไมโอซินสานกันเป็นร่างแหอยู่รวมกันเป็นมัด ๆ ในไซโทพลาสซึม
- มีหน้าที่เกี่ยวกับการคอดของเซลล์ขณะมีการแบ่งไซโทพลาสซึม การหดตัวของเซลล์กล้ามเนื้อและการเคลื่อนที่ของเซลล์บางชนิด เช่น อะมีบา , เม็ดเลือดขาว
4.ไลโซโซม (Lysosome)
- พบเฉพาะในเซลล์สัตว์ มีกำเนิดจากกอลจิคอมเพลกซ์
- มีเอนไซม์สำหรับการย่อยสลายสารต่าง ๆ ภายในเซลล์
- ย่อยสลายเนื้อเยื่อหรือเซลล์ที่หมดอายุ เช่น การย่อยสลายคอร์พัสลูเทียมหลังตกไข่ การย่อยสลายหางลูกอ๊อดก่อนกลายเป็นกบ เรียกกระบวนการนี้ว่า ออโตลิซิส (Autolysis)
5. ร่างแหเอนโดพลาซึม (Endoplasmic reticulum)
- เป็นเมมเบรนที่เชื่อมต่อกับเยื่อหุ้มเซลล์และเยื่อหุ้มนิวเคลียสได้ มองดูคล้ายท่อหรือช่องแคบ ๆ เรียงตัวทบไปทบมากระจายทั่วไปในไซโทพลาซึม
- ไม่พบในเซลล์ของโพรแคริโอต (แบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน)
- แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
F ร่างแหเอนโดพลาซึมแบบผิวขรุขระ (Rough endoplasmic reticulum ; RER)
- มีไรโบโซมเกาะที่ผิวด้านนอก
- พบมากในเซลล์ที่มีการสังเคราะห์โปรตีนหรือเอนไซม์ต่าง ๆ เช่น เซลล์ในตับอ่อน เป็นต้น
F ร่างแหเอนโดพลาซึมแบบผิวเรียบ (Smooth endoplasmic reticulum ; SER)
- ไม่มีไรโบโซมเกาะที่ผิวด้านนอก
- พบมากในเซลล์ที่มีการสังเคราะห์ไขมันหรือเซลล์ที่มีหน้าที่ที่ขับสเตรอยด์ เช่น เซลล์ในต่อมหมวกไต เป็นต้น ส่วน SER ในเซลล์ตับทำหน้าที่ขนส่งไลกโคเจนและกลูโคส

6.กอลจิคอมเพลกซ์ (Golgi complex)
- เป็นถุงแบนบางเรียบซ้อนกันเป็นตั้ง ๆ 5 - 8 ชั้น ภายในมีของเหลว ส่วนปลายทั้งสองข้างยื่นพองออกเป็นถุงเล็ก ๆ เรียกว่า เวซิเคิล (vesicle)
- มีบทบาทในการสร้างไลโซโซม
- เป็นแหล่งสะสมสารต่าง ๆ ก่อนนำไปใช้ในกิจกรรมของเซลล์
- เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เซลลูโลสเพื่อสร้างผนังเซลล์หลังการแบ่งเซลล์
- เกี่ยวข้องกับการสร้างสารเมือกในเซลล์หมวกราก

7.ไมโทรคอนเดรีย (Mitochondria)
- เป็นแท่งหรือก้อนกลมรี เยื่อหุ้มชั้นนอกควบคุมการผ่านเข้าออกของสาร เยื่อชั้นในพับย่นไปมายื่นเข้าข้างใน เรียกว่า คริสตี (Cristae) มีของเหลวภายใน เรียกว่า แมทริกซ์ (matrix)
- มีหน้าที่สร้างพลังงานให้แก่เซลล์ (ส่วนใหญ่อยู่ในรูป ATP)
- เชื่อกันว่าไมโทรคอนเดรียเป็นโพรแคริโอตที่เข้าไปอาศัยในเซลล์ยูแคริโอตแบบ Symbiosis จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์
8.พลาสทิด (Plastid)
- พบในเซลล์พืชและเซลล์สาหร่ายทั่วไป (ยกเว้น สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน)
- เชื่อกันว่าพลาสทิดเพิ่มจำนวนโดยการแบ่งตัวเองได้
9. แวคิวโอล (Vacuole)
- มีลักษณะเป็นถุงมีเยื่อหุ้มบาง ๆ เรียกว่า โทโนพลาสต์ (Tonoplast)
- ภายใต้มีของเหลวหรือสารหลายชนิดบรรจุอยู่ แบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ
ฟูดแวคิวโอล (Food vacuole) เป็นแวคิวโอลที่มีอาหารอยู่ภายใน พบในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบางชนิด เช่น อะมีบา
คอนแทร็กไทล์แวคิวโอล (Contractile vacuole) เป็นแวคิวโอลที่ทำหน้าที่กำจัดของเสียหรือน้ำออกจากเซลล์ เพื่อควบคุมสมดุลของสารละลายภายในเซลล์ พบในโพรโทซัวบางชนิด เช่น พารามีเซียม
แซปแวคิวโอล (Sap vacuole) เป็นแวคิวโอลที่สะสมสารละลายต่าง ๆ เช่น โปรตีน น้ำตาล เกลือ และรงควัตถุที่ทำให้เกิดสีต่าง ๆ ได้แก่ แอนโทไซยานิน ซึ่งทำให้เซลล์กลีบดอกมีสีฟ้า ม่วงหรือแดง

10.นิวเคลียส (Nucleus) มีรูปร่างคล้ายทรงกลม โดยทั่วไปมีเพียง 1 นิวเคลียสเท่านั้น แต่ในสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิด มี 2 นิวเคลียส เช่น พารามีเซียม สำหรับเซลล์เม็ดเลือดแดงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อเจริญเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียส
นิวเคลียสถือว่าเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของเซลล์ มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1) เยื่อหุ้มนิวเคลียส (Nuclear membrane)
- เป็นยูนิตเมมเบรน 2 ชั้น ที่มีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่านเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์
- เยื่อหุ้มชั้นนอกมีไรโบโซมเกาะอยู่
- ผิวของเยื่อหุ้มมีรูเล็ก ๆ (annulus) กระจายทั่วไปเป็นช่องติดต่อระหว่างของเหลวในนิวเคลียสกับของเหลวในไซโทพลาสซึม
2) นิวเคลียส (Nucleous)
- เห็นชัดเจนในภาวะปกติที่เซลล์ยังไม่มีการแบ่งตัว
- ไม่มีเยื่อหุ้ม เป็นบริเวณที่สะสม RNA และสังเคราะห์ไรโบโซม 10 เปอร์เซ็นต์ และ RNA 4 เปอร์เซ็นต์


3) โครโมโซม (Chromosome)
- เป็นเส้นใยเล็ก ๆ เรียกว่า โครมาทิน (Chromatin) ซึ่งก็คือ โมเลกุลของ DNA ที่มีโปรตีนหุ้มนั่นเอง เมื่อมีการแบ่งเซลล์ เส้นใยโครมาทินจะขดพันกันแน่นคล้ายลวดสปริงเห็นเป็นแท่ง เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome)
- โครโมโซมประกอบด้วย 2 โครมาทิด (Chromatid) เชื่อมกันที่ เซนโทรเมียร์ (Centromere)


edit @ 2007/08/23 23:31:50

2007/Aug/23

การจำแนกสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์

ในอาณาจักรสัตว์มีสิ่งมีชีวิตมากมายหลายชนิด นักชีววิทยาจึงศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างๆ อย่างละเอียดเพื่อจัดจำแนกสิ่งมีชีวิตนั้นออกเป็นพวกๆ เพื่อง่ายต่อการศึกษาและค้นคว้า รวมถึงการศึกษาโทษและประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตนั้นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์

เกณฑ์การจำแนกสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์มีดังนี้

๑. สมมาตรของร่างกาย จะแบ่งออกแป็น ๕ ลักษณะ

๑. asymmetry คือ สัตว์ที่ไม่มีสมมาตร รูปร่างไม่คงที่แน่นอน เช่น ฟองน้ำ
๒. radial symmetry คือ สัตว์ที่สมมาตรแบบรัศมี สามารถตัดผ่านสมมาตรได้หลายครั้ง
๓. bilateral symmetry คือ สัตว์ที่สมมาตรแบบ สองซีกเท่ากัน เพียงแค่ระนาบ ซ้ายขวา เช่น คน
๔.
biradial symmetry เช่น ดอกไม้ทะเล
๕. spherical symmetry คือ สัตว์ที่สมมาตรแบบทรงกลม สมาตรตัดผ่านสมมาตรได้หลายทิศทาง

๒.คือการพิจารณาจำนวนชั้นเนื้อของตัวอ่อน (germ layers)

๒.๑. สัตว์จำพวกที่มีเนื้อสองชั้น
๒.๑.๑. เนื้อชั้นนอก ( ectoderm ) ซึ่งมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์
๒.๑.๒. เนื้อชั้นใน (endoderm) ซึ่งมีสีเหลืองเป็นสัญลักษณ์
ระหว่างเนื้อชั้นนอกและชั้นในอาจมีวุ้นคั่นอยู่ตรงกลาง สัตว์จำพวกเนื้อสองชั้นได้แก่ ฟองน้ำ เป็นต้น เรียกสัตว์จำพวกนี้ว่า
diploblastica

๒.๒. สัตว์ที่มีเนื้อสามชั้น
๒.๒.๑. ectoderm เนื้อชั้นนอก
๒.๒.๒. mesoderm เนื้อชั้นกลาง ซึ่งมีสีแดงเป็นสัญลักษณ์
๒.๒.๓. endoderm เนื้อชั้นใน
เรียกสัตว์จำพวกมีเนื้อสามชั้นว่า triploblastica ซึ่งเริ่มพบในหนอนตัวแบน

๒.๓. เนื้อของตัวอ่อน จะกลายเป็นอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
Ectoderm จะกลายเป็นระบบประสาท ผิวหนังชั้นนอก
Mesoderm จะกลายป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เอ็น ระบบเลือด ระบบขับถ่าย ระบบสืบพันธุ์
Endoderm จะกลายป็น ระบบย่อยอาหาร ท่อหายใจ เป็นต้น

๓.เกณฑ์ต่อมาคือ ช่องลำตัว (coelom)
ช่องลำตัวจะทำให้อวัยวะทำงานได้ดีขึ้น ขยับขยายได้สะดวกขึ้น
๓.๑. ไม่ใช่ช่องลำตัว (acoelomate)
๓.๒. ช่องลำตัวเทียม ( pseudocoelom) เป็นช่องระหว่าง endoderm และ mesoderm
๓.๓. ช่องลำตัวแท้จริง (true coelom) พบในสัตว์ที่มีเนื้อสามชั้น อยู่ระหว่าง mesoderm และ mesoderm ที่แยชั้นกันเอง

๔.ระบบประสาท
ระบบประสาท พัฒนามาจาก ectoderm ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหว ควบคุมการคิด วิเคราะห์ ประสาทส่วนที่แน่นทึบ เรียกว่า ปมประสาท (nerve ganghion)

๕.ดูการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ซึ่งแบ่งเป็น
๕.๑. ขยับตัวได้ แต่ไม่เคลื่อนที่ เช่น ปะการัง เพรียงหิน (sessile form)
๕.๒.เคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ (mobile form)

๖.ระบบย่อยอาหาร (digestive system) ซึ่งมีหลายมุมมอง
มุมมองที่ ๑
๖.๑.๑. ย่อยอาหารในเซลล์ (intracellular digestion)
๖.๑.๒. การย่อยอาหารภายนอกเซลล์ (extracellular digestion)
มุมมองที่ ๒
๖.๒.๑. สัตว์ที่ไม่มีทางเดินอาหาร ดูดซึมอาหารเข้าทางผิวหนัง
.๒.๒. สัตว์ที่มีทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ มีปากไม่มีทวารหนัก กินทางปากแล้วถ่ายทางปาก
.๒.๓. สัตว์ที่มีทางเดินอาหารสมบูรณ์ (มีช่องเปิด ๒ ช่อง) มีทั้งปาก และทวารหนัก ไม่ออกไปทางเดียวกัน

๗.ดูจากระบบทางเดินหายใจ (respiratory system)
แลกเปลี่ยนแก็สออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเน้นการดูโครงสร้างแลกเปลี่ยนแก็ส เช่น ท่อลม เหงือก ผิวหนัง ปอด เป็นต้น

๘.ระบบหมุนเวียนลำเลียงสาร
๘.๑. สัตว์ไม่มีเลือด ออกซิเจนสามารถแพร่ผ่านเข้าไปในตัวเลย ซึ่งสัตว์ประเภทนี้ จะได้ออกซิเจนไม่เท่ากัน คือ เซลที่อยู่ลึกหรือ กลางลำตัวจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าด้านนอก
๘.๒. สัตว์ที่มีเลือดระบบปิด (close blood circulation) คือ สัตว์จำพวกที่มีเลือดไหลเป็นวงจร ผ่านหัวใจและหลอดเลือดตลอดเวลา หลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า หลอดเลือด อาร์เทอร์รี่ ส่วนหลอดเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ เรียกว่าหลอดเลือด เวนน์
๘.๓. สัตว์ที่มีเลือดระบบเปิดคือ สัตว์ที่ไม่มีหลอดเลือดแตกแขนงไปทั่วร่างกาย แต่จะเป็นการไหลเวียนเลือดไปทั่วร่างกาย

๙.ดูจากระบบขับถ่าย (excretory system)
การขับถ่ายเป็นการขับของเสียออกจากร่างกาย หลังกระบวนการ metabolism คือ การขับน้ำปัสสาวะ เหงื่อ และลมหายใจออก ซึ่งการขับอุจจาระนั้นไม่ถือว่าเป็นการขับถ่าย เนื่องจากอุจจาระเพียงแค่การขับกากอาหารออกจากร่างกายเท่านั้น

o. ระบบสืบพันธุ์ (reproduction)
o.๑. มีอัณฑะ(testis)และรังไข่(ovary)ในตัวเดียวกัน (monoecious animal) เป็นกระเทยอย่างแท้จริง (hermaphrodite) ซึ่งอาจผสมในตัวเดียวกัน (self fertilization) หรือผสมข้ามตัว (cross fertilization) เนื่องจากผลิตไข่และอัณฑะไม่พร้อมกัน
o.๒. สัตว์ที่แยกเพศ (dioecious animal) ต้องผสมข้ามตัวเสมอ